บทความ

คำวินิจฉัยที่ 21/2546 : เสรีภาพของสตรีในการเลือกใช้นามสกุล

29/10/2020
485

Highlight


  • การที่กฎหมายบังคับให้หญิงมีสามีต้องใช้ชื่อสกุลของสามีเท่านั้น เป็นการลิดรอนสิทธิในการใช้ชื่อสกุลของหญิงมีสามี ทำให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้งเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ

          มนุษย์แต่ละคนเกิดมาต่างมีชื่อเสียงเรียงนามเป็นของตัวเอง ชื่อหรือนาม (name) ช่วยจำแนกแยกแยะคนแต่ละคนออกจากกัน และบ่งบอกว่าคนคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร สืบเชื้อสายมาจากวงศ์ตระกูลใด อย่างไรก็ดี ชื่อของบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ในภายหลัง ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าอาจเกิดจากเจ้าของชื่อเองต้องการเปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่ที่ตนพึงใจมากกว่า หรือในบางคราชื่อของบุคคลก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงโดยผลของกฎหมาย

          ในอดีต หญิงไทยแต่ละคนย่อมทราบดีว่า เมื่อทำการสมรสตามกฎหมายแล้ว จะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี ที่เป็นเช่นนี้เพราะมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 เคยบัญญัติว่า “หญิงมีสามี ให้ใช้ชื่อสกุลของสามี” กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้ไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาว่า บทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อสตรี และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของหญิงให้เท่าเทียมกับชาย ตามมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

          ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณามีอยู่ว่า พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 12 ขัดต่อมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่
          
          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ทุกคนมีความเสมอภาคกันในกฎหมายซึ่งถือเป็นหลักความเสมอภาค โดยเฉพาะการรับรองสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

          ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายไว้ในคำวินิจฉัยด้วยว่า หลักความเสมอภาคตามมาตรา 30 นี้ มีพื้นฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ซึ่งยอมรับว่า สิทธิตามธรรมชาติของปัจเจกชนเป็นสิทธิที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทุกคน เป็นสิทธิที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด และห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติอันทำให้เกิดความไม่เสมอภาคแก่บุคคลที่เรียกว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”

          ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ย้อนทวนกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคลของไทยในอดีตแล้วพบว่า เมื่อประเทศไทยเริ่มนำระบบชื่อสกุลมาใช้เป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กฎหมายในเวลานั้นกำหนดให้หญิงมีสามีสามารถใช้ชื่อสกุลเดิมของตนได้ ดังที่ปรากฏในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 ซึ่งบัญญัติว่า “หญิงได้ทำงานสมรสมีสามีแล้วให้ใช้ชื่อสกุลของสามี แลคงใช้ชื่อตัวแลชื่อสกุลเดิมของตนได้” ครั้นเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พุทธศักราช 2484 จึงมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นดังที่ปรากฏในมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า “หญิงมีสามี ให้ใช้ชื่อสกุลของสามี” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้ถูกส่งต่อมาอยู่ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 ด้วย

          ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า มาตรา 12 ของพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 เป็นบทบังคับให้หญิงมีสามีต้องใช้ชื่อสกุลของสามีเท่านั้น อันเป็นการลิดรอนสิทธิในการใช้ชื่อสกุลของหญิงมีสามี ทำให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน เกิดความไม่เสมอภาคทางกฎหมายด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศและสถานะของบุคคล โดยศาลรัฐธรรมนูญมองว่า การใช้ชื่อสกุลเป็นสิทธิของบุคคลที่จะแสดงเผ่าพันธุ์ เทือกเถาเหล่ากอของตน เป็นสิทธิที่ทุกคนมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน โดยมิได้แบ่งแยกว่าเป็นสิทธิของชายหรือหญิง อีกทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเป็นการบังคับเอากับหญิงมีสามีให้ใช้ชื่อสกุลของสามีแต่เพียงฝ่ายเดียว

          ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า มาตรา 12 ของพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้ เพราะขัดต่อหลักความเสมอภาคตามมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญ

          อนึ่ง ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว รัฐสภาได้ดำเนินการปรับปรุงบทบัญญัติให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา 12 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า “คู่สมรสมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน” โดยการตกลงที่ว่านี้จะกระทำเมื่อมีการสมรสหรือในระหว่างสมรสก็ได้ และอาจเปลี่ยนแปลงข้อตกลงดังกล่าวในภายหลังได้เสมอ
          
          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ จึงเป็นการรับรองความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงให้สามารถกำหนดชื่อหรือนามของตนได้อย่างเสรี แม้จะมีการเปลี่ยนสถานะเพราะได้ทำการสมรสก็ตาม
 
Back to top